FET ประชุมคณะกรรมการสมาพันธ์ ครั้งที่ 1/2569 วางโครงสร้าง 8 ฝ่าย กรอบนโยบาย 5 มิติ เตรียมลงนาม MOU เมียนมา

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 สมาพันธ์สมาคมผู้ประกอบการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทย (FET) จัดการประชุมคณะกรรมการสมาพันธ์ ครั้งที่ 1/2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการประชุมครั้งแรกภายหลังการจดทะเบียนสมาพันธ์เป็นนิติบุคคลเสร็จสมบูรณ์ มีผู้แทนจากสมาคมสมาชิกทั้ง 6 สมาคมเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นการวางรากฐานโครงสร้างการบริหารงาน การรับรองรายชื่อคณะกรรมการ และการกำหนดกรอบนโยบายยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับของภาครัฐ นายจ้าง และประเทศต้นทาง

การจดทะเบียนสมาพันธ์เสร็จสมบูรณ์
ที่ประชุมรับทราบรายงานว่าการจดทะเบียนสมาพันธ์กับนายทะเบียนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการชุดปัจจุบันจึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินงานได้ทันที โดยจะทยอยยื่นเอกสารเพิ่มเติมตามคำแนะนำของนายทะเบียนต่อไป
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการในระยะต่อไป ที่ประชุมเห็นชอบหลักการให้แต่ละสมาคมสมาชิกมีผู้แทน 3 ท่านเท่ากัน รวม 18 ท่าน เพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียมในการออกเสียง โดยจะดำเนินการปรับปรุงทางทะเบียนเมื่อกรรมการชุดปัจจุบันครบวาระ
โครงสร้างการบริหารงาน 8 ฝ่าย
เพื่อให้การขับเคลื่อนงานคล่องตัวและครอบคลุมทุกมิติ สมาพันธ์แบ่งการบริหารงานออกเป็น 8 ฝ่าย ได้แก่
- ฝ่ายที่ปรึกษา ให้คำปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย
- ฝ่ายวิชาการและแผนงาน กำหนดกรอบนโยบาย มาตรฐานการทำงาน และรวบรวมสถิติแรงงาน
- ฝ่ายกฎหมาย จัดทำข้อเสนอแก้ไขกฎหมายและดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาชิก
- ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาเว็บไซต์ ระบบฐานข้อมูลสมาชิก และระบบสารสนเทศ
- ฝ่ายกิจการต่างประเทศ ประสานงานกับประเทศต้นทาง เช่น เมียนมา ศรีลังกา และบังกลาเทศ
- ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กรและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อภาครัฐและสังคม
- ฝ่ายจัดหารายได้ บริหารงบประมาณและกิจกรรมเพื่อสร้างรายได้ให้สมาพันธ์
- ฝ่ายกิจการภายใน ดูแลระเบียบและกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก
กรอบนโยบาย 5 มิติ
ที่ประชุมกำหนดกรอบนโยบายยุทธศาสตร์ 5 มิติ เพื่อให้คณะทำงานด้านวิชาการนำไปพัฒนาต่อยอด ดังนี้
- การดูแลนายจ้าง ปกป้องสิทธิประโยชน์ของนายจ้างไทย และสร้างมาตรฐานการให้บริการที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้นายจ้างแยกแยะบริษัทที่ได้รับอนุญาตออกจากผู้ไม่มีใบอนุญาตได้ชัดเจน
- การดูแลแรงงาน คุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ สุขภาพ และความปลอดภัยของแรงงานต่างด้าวตลอดอายุการจ้างงาน ไม่ใช่เพียงขั้นตอนการนำเข้า
- การยกระดับผู้ประกอบการ ส่งเสริมบริษัทที่มีคุณภาพผ่านมาตรฐานของสมาพันธ์ พร้อมจัดอบรมด้านกฎหมายแรงงาน ภาษี และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้สมาชิก
- การประสานงานภาครัฐ เป็นตัวแทนผู้ประกอบการในการหารือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสะท้อนปัญหาจากหน้างาน
- ความร่วมมือกับประเทศต้นทาง สร้างกลไกคัดกรองร่วมกัน เพื่อลดความล่าช้าและป้องกันปัญหาเอเจนซี่ต้นทางไม่ปฏิบัติตามสัญญา

ความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างประเทศ
- เมียนมา สมาพันธ์เตรียมเดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสมาคม MOEA ณ นครย่างกุ้ง ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เพื่อวางกรอบความร่วมมือภาคเอกชนต่อภาคเอกชนในการคัดกรองเอเจนซี่และแรงงาน กำหนดมาตรฐานค่าบริการ และจัดทำระบบฐานข้อมูลร่วมสำหรับติดตามสถานะแรงงาน
- ศรีลังกา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการนำร่องนำเข้าแรงงานเบื้องต้น 10,000 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอแนวปฏิบัติและการลงนามในรายละเอียดของ MOU
- บังกลาเทศ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ชะลอออกไปก่อน เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
นอกจากนี้ สมาพันธ์ได้เข้าพบเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือแนวทางยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการและการแก้ไขช่องโหว่ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอด้านกฎหมายและมติที่ประชุม
ที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเร่งจัดทำข้อเสนอแก้ไขพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดสิทธิของผู้รับอนุญาตในการดำเนินการด้านเอกสารภายในประเทศ การให้ผู้แทนสมาพันธ์ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) และมาตรการป้องกันการถือหุ้นแทน (นอมินี) ของทุนต่างชาติ
ที่ประชุมยังมีข้อกังวลต่อระบบต่ออายุใบอนุญาตทำงานออนไลน์ที่เปิดให้แรงงานดำเนินการได้เองโดยไม่ผ่านการยืนยันจากนายจ้างในบางขั้นตอน จึงมีมติให้ฝ่ายเลขานุการทำหนังสือหารือถึงกรมการจัดหางานเพื่อสอบถามแนวทางและผลกระทบ พร้อมทั้งจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้ดำเนินการรับส่งแรงงานโดยไม่มีใบอนุญาตตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีมติจัดตั้ง คณะทำงานด้านแผนงานและวิชาการ โดยมีผู้แทนจากสมาคมสมาชิกและที่ปรึกษาด้านกฎหมายร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อจัดทำร่างนโยบายและข้อเสนอแนะต่อภาครัฐให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
